เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ตับ เป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทำหน้าที่สำคัญมากกว่า 500 อย่างในร่างกาย ทั้งการกรองสารพิษ ผลิตน้ำดี และสะสมพลังงาน แต่หนึ่งในศัตรูตัวร้ายที่คอยทำลายตับอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวก็คือ "โรคไวรัสตับอักเสบ" ซึ่งหากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เนื้อตับถูกทำลาย กลายเป็นพังผืด นำไปสู่ภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้ในที่สุด
ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา จึงขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ เพื่อการป้องกันและการดูแลสุขภาพตับอย่างถูกวิธี
ทำความรู้จัก "ไวรัสตับอักเสบ" สายพันธุ์ยอดฮิต
ไวรัสตับอักเสบมีอยู่หลายสายพันธุ์ (ตั้งแต่ A ถึง E) แต่สายพันธุ์หลักๆ ที่พบบ่อยในบ้านเราและมีความสำคัญทางการแพทย์ มีดังนี้
ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A)
การติดต่อ : ผ่านการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือภาชนะที่ปนเปื้อนเชื้อ (กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ช่วยป้องกันได้)
อาการ : มักก่อให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลัน มีไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง แต่โดยทั่วไปร่างกายจะสามารถฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองได้ โดยไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง
ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) และ ซี (Hepatitis C)
การติดต่อ : ผ่านทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักลายที่ไม่ได้มาตรฐาน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือติดต่อจากมารดาสู่ทารกตั้งแต่แรกคลอด
ความน่ากลัว : ไวรัสสองชนิดนี้สามารถพัฒนาไปเป็น "ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง" ได้ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ ในระยะแรก ทำให้เชื้อสามารถซ่อนตัวและทำลายตับไปเรื่อยๆ นานนับสิบปี
อาการแบบไหน... ที่อาจเป็นสัญญาณของไวรัสตับอักเสบ?
ในรายที่มีอาการ อักเสบเฉียบพลัน ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนดังนี้:
มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา (ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ)
ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ (คล้ายสีชาเข้ม)
ตัวเหลือง ตาเหลือง (ภาวะดีซ่าน)
ข้อควรระวัง: สำหรับผู้ป่วยที่เป็น ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เซลล์ตับจะค่อยๆ ถูกทำลายไปทีละน้อยโดยที่ไม่มีอาการเตือนภายนอกเลย จนกระทั่งตับเริ่มเข้าสู่ภาวะตับแข็ง จึงจะเริ่มมีอาการท้องโต มีน้ำในช่องท้อง หรือขาบวม ดังนั้น การรอให้มีอาการจึงอาจสายเกินไป
การตรวจคัดกรอง: แนวทางสำคัญในการปกป้องตับ
เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในอดีตหรือความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง อาจทำให้เราได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เราอุ่นใจและรับมือได้อย่างเท่าทัน ปัจจุบันทางการแพทย์มีแนวทางการตรวจที่สะดวกและได้มาตรฐาน ดังนี้:
การตรวจเลือดหาเชื้อและภูมิคุ้มกัน (Blood Test): เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาชิ้นส่วนของไวรัส (เช่น HBsAg สำหรับไวรัสบี) และตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Anti-HBs / Anti-HCV) ช่วยให้แพทย์ประเมินสภาพการติดเชื้อได้อย่างชัดเจน
การตรวจคัดกรองร่วมกับนวัตกรรม FibroScan: ในผู้ที่ตรวจพบเชื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องไฟโบรสแกนตรวจวัดปริมาณพังผืดและไขมันสะสมในตับเพิ่มเติม เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคอย่างละเอียด โดยผู้รับบริการไม่รู้สึกเจ็บและไม่ต้องเจาะเนื้อตับ
แนวทางการป้องกันและดูแลรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์
การฉีดวัคซีนป้องกัน: ปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ และชนิดบี ซึ่งสามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ/ยาต้านไวรัส: สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรัง ปัจจุบันการแพทย์มี ยาต้านไวรัสกลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยควบคุมปริมาณไวรัส ลดการอักเสบของตับ และช่วยชะลอการเกิดภาวะตับแข็งได้อย่างเหมาะสม โดยแพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาแนวทางการรักษาให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
รักตับ... เริ่มต้นที่การตรวจเช็ก

เพราะไวรัสตับอักเสบเรื้อรังเป็นโรคที่ไม่มีอาการเตือน การตรวจสุขภาพตับและคัดกรองเชื้อเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ ผู้ที่เคยรับการฝังเข็มหรือสักลาย หรือผู้ที่สูญเสียสัญชาตญาณการป้องกันในอดีต
ร่วมสร้างเกราะป้องกันและดูแลตับของคุณวันนี้
สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบโดยละเอียดได้ที่ แผนกทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา (THT) เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและกระบวนการตามมาตรฐานสากล เพื่อให้คุณมีสุขภาพตับที่แข็งแรงในระยะยาว
ติดต่อสอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายล่วงหน้า : แผนกทางเดินอาหารและตับ