Messenger

ความดัน - ไขมัน" คู่หูสายเงียบ : เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

August 21 / 2026

 

          โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ ภาวะผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตที่เปรียบเสมือน "แรงดันน้ำที่สูงเกินไป" ใน "ท่อที่เริ่มอุดตัน" หากปล่อยทิ้งไว้นานจะนำไปสู่ความเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจ การตรวจเช็กระดับความดันและค่าไขมัน (LDL/HDL) สม่ำเสมอร่วมกับการปรับพฤติกรรมโภชนาการ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพายาจำนวนมาก หรือต้องมากินยาไปทั้งชีวิต

 

ใครคือผู้เลือก

          1 ใน 3 ของคนที่อายุเกิน 30 ปี ทั่วโลกมีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเกือบ 50% ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็น ในช่วง 5 ปีหลัง พบคนวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี มีค่าไขมัน LDL พุ่งสูงขึ้นถึง 20% จากพฤติกรรมการกินอาหารและการทำงาน และภาวะเครียดสะสม, ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง, คนที่มีรูปร่างผอมแต่ชอบกินหวาน/มัน และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือด หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ การตรวจวัดความดันสม่ำเสมอและการตรวจเลือดหาค่าไขมันปีละ 1 ครั้ง

1. กลุ่มคนวัยทำงาน "Office Syndrome+"

  • พฤติกรรม : นั่งทำงานนานกว่า 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ขยับร่างกายน้อย
  • การกิน : พึ่งพาอาหารจานด่วน อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มรสหวานเพื่อคลายเครียด
  • ผลกระทบ: ความเครียดสะสมทำให้ความดันพุ่งสูง และการไม่ออกกำลังกายทำให้ตับผลิตไขมันเลว (LDL) ออกมามากและเผาผลาญไม่หมด

 

2. กลุ่มคนที่มี "ภาวะอ้วนลงพุง" (Central Obesity)

  • วิธีสังเกต : หากวัดรอบเอวแล้วเกิน "ส่วนสูงหารสอง" (เช่น สูง 160 ซม. รอบเอวไม่ควรเกิน 80 ซม.) แสดงว่ามีไขมันพอกพูนในช่องท้องมาก
  • ผลกระทบ : ไขมันในช่องท้องจะหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว (ความดันสูง) และรบกวนการเผาผลาญไขมันในเลือด

 

3. กลุ่ม "ผอมแต่ลงพุง" (Thin Outside, Fat Inside - TOFI)

กลุ่มนี้มักจะชะล่าใจเพราะน้ำหนักตัวไม่เกินเกณฑ์ แต่มีความเสี่ยงสูง

  • พฤติกรรม : กินหวานหรือกินไขมันทรานส์ (เบเกอรี่, ขนมขบเคี้ยว) ปริมาณมาก แม้จะดูผอมแต่ไขมันไปเกาะตามอวัยวะภายในและผนังหลอดเลือด
  • ผลกระทบ : มักตรวจเจอ ไขมันในเลือดสูง เป็นอย่างแรก และตามมาด้วยความดันโลหิตสูงในภายหลัง

 

4. กลุ่มที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)

  • ครอบครัวสายตรง : หากมีพ่อ แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไขมันสูงตั้งแต่อายุน้อย (เช่น ก่อน 50 ปี) คุณจะมีโอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า แม้จะดูแลตัวเองดีแล้วก็ตาม
  • คำแนะนำ : กลุ่มนี้ควรเริ่มตรวจสุขภาพ ตั้งแต่อายุ 20-25 ปี เพื่อเฝ้าระวัง

 

 

การตรวจและการรักษาความดันโลหิตสูงกับไขมันในเลือด

1. วิธีการตรวจ: "วัด" vs "เจาะ"

  • ความดันโลหิต : ตรวจได้ง่ายและรู้ผลทันทีโดยการ "วัดความดัน" ผ่านเครื่องวัด (Sphygmomanometer) ไม่ต้องอดอาหาร สามารถตรวจได้บ่อยๆ เพื่อหาค่าเฉลี่ยที่แท้จริง
  • ไขมันในเลือด : ต้องใช้การ "เจาะเลือด" ตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lipid Profile) เพื่อดูค่า LDL, HDL, Triglyceride และ Cholesterol รวม โดยส่วนใหญ่ต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ

 

2. การรักษา "โรคความดันโลหิตสูง" 

          เป้าหมาย คือ การทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกโดยไม่กระแทกผนังหลอดเลือดจนอักเสบหรือแตก

  • การใช้ยา

    • ยาขยายหลอดเลือด : ช่วยให้ท่อน้ำกว้างขึ้น แรงดันจึงลดลง

    • ยาขับปัสสาวะ : ลดปริมาณน้ำส่วนเกินในระบบเลือด เมื่อน้ำน้อยลง แรงดันในท่อก็ลดลง

    • ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ : ช่วยให้หัวใจไม่ปั๊มเลือดแรงหรือเร็วเกินไป

  • การปรับพฤติกรรม 

    • ลดเค็ม/โซเดียม : เพราะเกลือจะดึงน้ำไว้ในกระแสเลือด ทำให้ความดันพุ่ง

    • จัดการความเครียด : เพื่อไม่ให้หลอดเลือดหดเกร็งจากฮอร์โมนความเครียด

 

3. การรักษา "โรคไขมันในเลือดสูง" 

เป้าหมาย คือ การลดปริมาณไขมันเลว (LDL) ไม่ให้ไปเกาะเป็นตะกรันตามผนังหลอดเลือด

  • การใช้ยา : ยากลุ่มสแตติน (Statins): เข้าไปยับยั้ง "ตับ" ไม่ให้ผลิตไขมันเลวออกมามากเกินไป (เพราะไขมันส่วนใหญ่ในเลือด ตับเป็นคนสร้าง ไม่ได้มาจากการกินร้อยเปอร์เซ็นต์) 

  • ยาดูดซับไขมัน : ช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหารที่ลำไส้เล็ก

  • การปรับพฤติกรรม : เลิกไขมันทรานส์/น้ำตาล: เพื่อไม่ให้มีวัตถุดิบไปสร้างไขมันเลวเพิ่มในร่างกาย

  • เพิ่มการออกกำลังกาย : เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง "ไขมันดี (HDL)" มาช่วยเก็บกวาดไขมันเลวที่เกาะตามผนังหลอดเลือดไปทำลายที่ตับ

 

เคล็ดลับการใช้ชีวิตกับ ความดัน และ ไขมันสูง อยู่อย่างเข้าใจและยืดหยุ่น

          ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ช่วยให้สามารถตรวจพบความเสื่อมได้ทั้ง 3 อวัยวะตั้งแต่ระดับ "ก่อนเกิดอาการ" เพื่อให้รู้ถึงปัญหาและป้องกันได้ทันท่วงที

1. การกิน : "เลือกอาหารแบบคนฉลาด"

งดสั่งตัวเองว่า "ห้ามกิน" ให้เปลี่ยนเป็นการ "เลือกสัดส่วน" แทน

  • กฎมื้ออร่อยแบบไม่ทำร้ายหลอดเลือด: หากมื้อเที่ยงกินหนักหรือเป็นของทอด มื้อเย็นให้เน้นเป็นเมนูน้ำๆ หรือผักต้มกับปลา เพื่อคืนสมดุลให้ร่างกาย

  • เลือกโปรตีนที่ "เป็นมิตร": เปลี่ยนจากเนื้อแดงติดมัน เป็นปลาหรืออกไก่บ้างในบางมื้อ ไขมันดีจากปลาช่วยลดไขมันเลวได้ด้วย

  • รสชาติที่เปลี่ยนไป: ค่อยๆ ลดการเติมน้ำปลาหรือซีอิ๊วลงทีละนิด ร่างกายจะปรับลิ้นให้ชินกับรสธรรมชาติภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งช่วยลดความดันได้มหาศาลโดยไม่ต้องอดอาหาร

 

2. การนอน: "ชาร์จแบตฯ ให้ระบบเลือด"

การนอนหลับที่มีคุณภาพคือการพักผ่อนของหัวใจและหลอดเลือดที่แท้จริง

  • เวลานอนที่สมดุล: พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง การนอนน้อยทำให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินไป ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงในตอนเช้า

  • ช่วงเวลาทอง (Golden Hour): หากเป็นไปได้ พยายามหลับลึกก่อนเวลาเที่ยงคืน เพื่อให้ฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดทำงานได้เต็มที่

  • งดหน้าจอ 30 นาทีก่อนนอน: แสงสีฟ้าทำให้สมองตื่นตัวและเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลและความดันขณะหลับ

 

3. การออกกำลังกาย : "เน้นสม่ำเสมอ ไม่เน้นหักโหม"

อย่ากดดันตัวเองว่าต้องไปฟิตเนสทุกวัน ให้ใช้การ "ขยับตัวในชีวิตประจำวัน" แทน

  • เดินวันละนิด: การเดินเร็วหลังอาหาร 15-20 นาที ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลและไขมันไปใช้ได้ทันที และช่วยลดความดันได้ดีกว่าการวิ่งหนักๆ เพียงอาทิตย์ละครั้ง

  • ทำในสิ่งที่ชอบ: ปั่นจักรยาน ทำสวน หรือเต้นตามคลิปที่บ้าน ขอแค่ให้ใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยวันละ 30 นาที ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลอดเท่อยืดหยุ่นขึ้น

 

4. สุขภาพใจ : "วัดผลด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความกังวล"

หลายคนเครียดเพราะ "ตัวเลข" จนความดันพุ่งสูงกว่าเดิม

  • อย่าเป็นทาสของเครื่องวัด: หากวัดความดันแล้วสูงผิดปกติ อย่าเพิ่งตกใจ ให้ลองนั่งพักเงียบๆ หายใจลึกๆ 5 นาทีแล้ววัดใหม่ ความดันเปลี่ยนตามอารมณ์และกิจกรรมได้ตลอดเวลา

  • ชื่นชมชัยชนะเล็กๆ: เช่น "วันนี้กินผักเพิ่มขึ้น" หรือ "วันนี้เดินได้มากกว่าเมื่อวาน" ความรู้สึกดีกับตัวเองจะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการของโรค NCDs

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกอาการ โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มโรค NCDs เพราะไม่ใช่เพียงการกินยาตามสั่ง แต่คือการรักษา "คุณภาพชีวิต" การอยู่กับความดันและไขมันอย่างมีความสุข คือการหา "จุดสมดุล" ระหว่างวินัยทางการแพทย์กับความสุขส่วนตัว โดยยึดหลักการเลือกอาหารที่ลดเค็ม/มันลงบ้าง นอนหลับให้เพียงพอเพื่อพักผ่อนหัวใจ และขยับร่างกายแบบที่ชอบสม่ำเสมอ หากทำได้ตามนี้ คุณจะพบว่าตัวเลขสุขภาพดีขึ้น