Messenger

ภาวะมีบุตรยากจากพังผืดในอุ้งเชิงกราน แก้ไขด้วยเทคโนโลยีส่องกล้องแผลเล็ก

September 30 / 2026

          ภาวะมีบุตรยากจากพังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Adhesions) คือ การเกิดเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือแผลเป็นดึงรั้งระหว่างอวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ หรือลำไส้ ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ยึดติดกันและทำงานได้ไม่เป็นปกติ อาการเด่นที่ต้องเฝ้าระวังคือ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือเจ็บลึก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ พังผืดมักเข้าไปอุดตันหรือดึงรั้งท่อนำไข่จนทำให้ไข่กับอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันได้ การรักษาในปัจจุบันเน้นการใช้เทคโนโลยี ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Laparoscopic Adhesiolysis) เพื่อเข้าไปเลาะแยกพังผืดอย่างละเอียด ช่วยคืนความยืดหยุ่นให้ระบบสืบพันธุ์และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

 

เบื้องหลังความจริงที่ผู้หญิงอยากมีลูกควรรู้

          สถิติทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดเปิดหน้าท้องในอดีต (เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง หรือผ่าคลอด) มีโอกาสเกิดพังผืดตามมาในช่องท้องสูงถึง 60-90% จากการวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก พบว่ามีสาเหตุมาจากพังผืดในอุ้งเชิงกรานสูงถึง 15-20% และ กว่า 50% ของผู้หญิงที่มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าตนเองมีพังผืด เนื่องจากพังผืดในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการปวดใด ๆ จนกระทั่งเริ่มวางแผนมีบุตรแล้วไม่สำเร็จ

 

เช็กสัญญาณเสี่ยง... ร่างกายคุณกำลังมีพังผืดซ่อนอยู่หรือไม่ ?

1. พังผืดในอุ้งเชิงกรานขัดขวางการมีลูกได้อย่างไร?

          พังผืดเปรียบเสมือน "ใยแมงมุม" หรือ "กาว" ที่เข้าไปยึดอวัยวะภายในให้อยู่ผิดตำแหน่ง สำหรับเรื่องการมีบุตร พังผืดมักเข้าไปก่อตัวในจุดสำคัญดังนี้:

  • ดึงรั้งท่อนำไข่ : ทำให้ท่อนำไข่บิดเบี้ยว ตีบ หรือตัน อสุจิจึงไม่สามารถเดินทางไปผสมกับไข่ได้
  • ยึดรังไข่ : พังผืดคลุมรอบรังไข่ ทำให้ไข่ที่สุกแล้วไม่สามารถตกลงสู่ท่อนำไข่ตามธรรมชาติได้
  • กระทบการฝังตัว : การอักเสบเรื้อรังจากพังผืดส่งผลให้สภาพแวดล้อมในมดลูกไม่เอื้อต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

 

2. ผู้หญิงวัย 30-40 ปี กลุ่มไหนบ้างที่ถือเป็น "กลุ่มเสี่ยง" ของโรคนี้?

  • ผู้ที่มีประวัติเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ : ตัวโรคจะทำให้เกิดเลือดออกในช่องท้องเวลาที่มีประจำเดือน กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นพังผืดหนาแน่น

  • ผู้ที่เคยมีประวัติอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID): การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์สตรีส่งผลให้เกิดแผลเป็นและพังผืดตามมา
  • ผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดใหญ่ในช่องท้อง: การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิมจะมีการสัมผัสเนื้อเยื่อมาก ทำให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัดได้ง่ายกว่า

 

3. สังเกตปัจจัยและอาการเตือนอะไรได้บ้างก่อนไปพบแพทย์?

  • ปวดท้องมีประจำเดือน: อาการปวดอาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน และบางครั้งปวดร้าวไปถึงหลังหรือก้นกบ

  • เจ็บลึก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia): เกิดจากการที่มดลูกหรือรังไข่ถูกพังผืดยึดไว้แน่น เมื่อมีการกระทบกระเทือนจึงเกิดการดึงรั้งจนเจ็บ

 

สามารถตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยงเพื่อค้นหาพังผืดได้ผ่าน 3 แนวทางการตรวจ ดังนี้

  1. การตรวจภายใน
  2.  การตรวจอัลตราซาวนด์ทางนรีเวช (Gynecological Ultrasound)

          แม้ตัวเส้นใยพังผืดเองจะไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงจากภาพอัลตราซาวนด์ แต่แพทย์เฉพาะทางจะสังเกตจาก "ร่องรอยทางอ้อม" เช่น

  • มองเห็นรังไข่ถูกดึงรั้งไปอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ (เช่น ไปติดอยู่หลังมดลูก)
  • ตรวจพบโรคที่เป็นต้นเหตุของพังผืด เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  1.  การฉีดสีและเอกซเรย์ดูท่อนำไข่ (Hysterosalpingography: HSG)
  • เป็นหัตถการที่ทำในห้องเอกซเรย์ โดยแพทย์จะฉีดสารทึบแสง (สี) ผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นระยะเพื่อดูการไหลของสารทึบแสงออกทางปลายท่อนำไข่ทั้งสองข้าง จะช่วยบอกได้อย่างชัดเจนว่า ท่อนำไข่ตีบหรือตัน รวมถึงบอกได้ว่าท่อนำไข่ถูกพังผืดยึดรั้งจนบิดเบี้ยวผิดรูปไปจากเดิมหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ไข่กับอสุจิมาเจอกันไม่ได้     

 

แนวทางการรักษาและเทคโนโลยี: การเคลียร์พังผืดเพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตร

          โรงพยาบาลของเราเข้าใจถึงความกังวลของผู้หญิงวัย 30-40 ปี ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและอายุของไข่ เราจึงนำเสนอเทคโนโลยีการรักษาที่มุ่งเน้นการถนอมระบบสืบพันธุ์ให้สมบูรณ์ที่สุด:

1. การผ่าตัดส่องกล้องเลาะพังผืด (Laparoscopic Adhesiolysis)

       ในกรณีที่พังผืดเป็นอุปสรรคเด่นชัด การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (MIS) คือทางออกที่เป็นมาตรฐานสากล

  • ทัศนวิสัยคมชัดระดับ 4K : ช่วยให้สูตินรีแพทย์มองเห็นเส้นใยพังผืดขนาดเล็กที่เกาะตามท่อนำไข่และรังไข่ได้อย่างละเอียด ตัดเลาะแยกอวัยวะออกจากกันได้อย่างปราศจากความบอบช้ำต่อเนื้อเยื่อดี
  • นวัตกรรมสารป้องกันพังผืด (Anti-Adhesion Barrier) : ในระว่างผ่าตัด แพทย์จะใช้เจลหรือแผ่นกั้นพิเศษเคลือบผิวเนื้อเยื่อตรงจุดที่เลาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อกลับมาติดกันซ้ำหลังผ่าตัด
  • แผลจิ๋ว ฟื้นตัวไว ไม่เพิ่มพังผืดใหม่ : แผลมีขนาดเพียง 0.5-1 เซนติเมตร บอบช้ำน้อยมาก คนไข้ฟื้นตัวได้ใน 1-2 วัน และที่สำคัญคือ การผ่าตัดส่องกล้องลดการสัมผัสเนื้อเยื่อ จึงลดโอกาสเกิดพังผืดใหม่หลังผ่าตัดได้ดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องอย่างชัดเจน

 

การเตรียมตัวและการปฏิบัติตัว

ก่อนเข้ารับการตรวจรักษา

  • นับวันและจดบันทึกรอบประจำเดือน รวมถึงลักษณะอาการปวดเพื่อแจ้งแพทย์
  • เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอัลตราซาวน์ หรือพิจารณาตรวจฉีดสีดูท่อนำไข่ (HSG) เพื่อประเมินความตีบตันเบื้องต้น

หลังการผ่าตัดส่องกล้องเลาะพังผืด

  • กระตุ้นการขยับตัว: แนะนำให้ลุกเดินเบา ๆ หลังผ่าตัดตามคำแนะนำเพื่อกระตุ้นลำไส้และลดการเกาะตัวซ้ำของพังผืด
  • งดกิจกรรมหนัก: เลี่ยงการยกของหนัก หรือการออกกำลังกายหักโหมในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก
  • วางแผนมีบุตรตามคำแนะนำแพทย์: หลังเคลียร์พังผืดแล้ว ช่วง 3-6 เดือนแรกคือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ระบบสืบพันธุ์พร้อมที่สุด ควรร่วมมือกับแพทย์ในการวางแผนตั้งครรภ์ทันที

 

           โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกอาการ เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางสูติ-นรีเวชกรรม การมีบุตรและศัลยกรรมนรีเวชส่วนปลายของเรา พร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทั้งในด้านการผ่าตัดส่องกล้องรักษาระบบสืบพันธุ์และการเจริญพันธุ์ พร้อมด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงและการดูแลอย่างอบอุ่น เพื่อเปลี่ยนความกังวลในวัย 30+ ให้เป็นความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว  เพื่อให้ทุกลมหายใจและการใช้ชีวิตของผู้หญิงเต็มไปด้วยความมั่นใจและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน  เพื่อช่วยให้คุณสามารถกลับใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่รักได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย