เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

อาการปวดท้อง จุกเสียด หรือแสบร้อนกลางอก เป็นอาการที่หลายคนมักคิดว่าเป็นเพียง "โรคกระเพาะอาหาร" ทั่วไปจากการทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ในกระเพาะอาหารของเรา ซึ่งก็คือเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า H. Pylori (เอชไพโลไร) เชื้อร้ายที่หากปล่อยทิ้งไว้ให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต
เชื้อ H. Pylori คืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?
Helicobacter pylori (H. Pylori) คือเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถรอดชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะความเป็นกรดสูงของกระเพาะอาหารมนุษย์ เชื้อตัวนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือการใช้ภาชนะร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ (เช่น การไม่ใช้ช้อนกลาง)
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปเกาะที่ผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารและปล่อยสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวในระยะแรกเพราะอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ
จากแบคทีเรีย... นำไปสู่ "มะเร็งกระเพาะอาหาร" ได้อย่างไร?
แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อ H. Pylori จะไม่ได้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารทุกคน แต่ข้อมูลทางการแพทย์พบว่าเชื้อชนิดนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เชื้อทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Chronic Gastritis) เมื่อเกิดการอักเสบซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอีกด้วย
เช็กอาการเบื้องต้น คุณกำลังเสี่ยงติดเชื้อ H. Pylori หรือไม่?
หากคุณมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องยาวนาน หรือทานยาลดกรดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรหมั่นสังเกตตนเอง:
ปวดท้อง จุกเสียด บริเวณใต้ลิ้นปี่
รู้สึกอิ่มเร็ว หรือแน่นท้องหลังทานอาหารเพียงเล็กน้อย
เรอเหม็นเปรี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน
มีอาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นในตอนกลางคืน
สัญญาณอันตราย (ควรรีบพบแพทย์): ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย อาเจียนมีเลือดปน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะซีด
แนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัย
ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ H. Pylori สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ช่วยในการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ได้แก่:
การทดสอบลมหายใจ (Urea Breath Test): เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำยาทดสอบและเป่าลมหายใจเพื่อหาปฏิกิริยาของเชื้อ
การตรวจผ่านอุจจาระ (Stool Antigen Test): เพื่อตรวจหาโปรตีนของเชื้อแบคทีเรียที่ปนออกมากับอุจจาระ
การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy): แพทย์จะทำการส่องกล้องเพื่อตรวจดูสภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น พร้อมทั้งสามารถตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กไปตรวจหาเชื้อหรือตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ ของเซลล์ได้อย่างละเอียด
แนวทางการดูแลรักษา
หากตรวจพบเชื้อ H. Pylori แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาแนวทางการดูแลรักษา โดยทั่วไปจะใช้ ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด เป็นระยะเวลาประมาณ 7-14 วัน ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือผู้รับบริการจะต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสการดื้อยาของเชื้อ หลังจากนั้นแพทย์อาจนัดหมายเพื่อตรวจประเมินซ้ำว่าปริมาณเชื้อลดลงหรือหมดไปแล้วหรือไม่
รู้ทัน ป้องกันได้ ใส่ใจสุขภาพกระเพาะอาหาร
การป้องกันการติดเชื้อ H. Pylori สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ด้วยการรักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ล้างมือให้สุกิจลักษณะก่อนมื้ออาหารและหลังเข้าห้องน้ำ และที่สำคัญคือ "การใช้ช้อนกลาง" ทุกครั้งเมื่อต้องทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
อาการปวดท้องเรื้อรังไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน หากคุณมีความกังวลใจหรือมีปัจจัยเสี่ยง การเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างเหมาะสม
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :แผนกทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา (THT)