เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ ภาวะผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตที่เปรียบเสมือน "แรงดันน้ำที่สูงเกินไป" ใน "ท่อที่เริ่มอุดตัน" หากปล่อยทิ้งไว้นานจะนำไปสู่ความเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจ การตรวจเช็กระดับความดันและค่าไขมัน (LDL/HDL) สม่ำเสมอร่วมกับการปรับพฤติกรรมโภชนาการ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพายาจำนวนมาก หรือต้องมากินยาไปทั้งชีวิต
ใครคือผู้เลือก
1 ใน 3 ของคนที่อายุเกิน 30 ปี ทั่วโลกมีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเกือบ 50% ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็น ในช่วง 5 ปีหลัง พบคนวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี มีค่าไขมัน LDL พุ่งสูงขึ้นถึง 20% จากพฤติกรรมการกินอาหารและการทำงาน และภาวะเครียดสะสม, ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง, คนที่มีรูปร่างผอมแต่ชอบกินหวาน/มัน และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือด หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ การตรวจวัดความดันสม่ำเสมอและการตรวจเลือดหาค่าไขมันปีละ 1 ครั้ง
1. กลุ่มคนวัยทำงาน "Office Syndrome+"

2. กลุ่มคนที่มี "ภาวะอ้วนลงพุง" (Central Obesity)
3. กลุ่ม "ผอมแต่ลงพุง" (Thin Outside, Fat Inside - TOFI)
กลุ่มนี้มักจะชะล่าใจเพราะน้ำหนักตัวไม่เกินเกณฑ์ แต่มีความเสี่ยงสูง
4. กลุ่มที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)

การตรวจและการรักษาความดันโลหิตสูงกับไขมันในเลือด
1. วิธีการตรวจ: "วัด" vs "เจาะ"
2. การรักษา "โรคความดันโลหิตสูง"
เป้าหมาย คือ การทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกโดยไม่กระแทกผนังหลอดเลือดจนอักเสบหรือแตก
การใช้ยา
ยาขยายหลอดเลือด : ช่วยให้ท่อน้ำกว้างขึ้น แรงดันจึงลดลง
ยาขับปัสสาวะ : ลดปริมาณน้ำส่วนเกินในระบบเลือด เมื่อน้ำน้อยลง แรงดันในท่อก็ลดลง
ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ : ช่วยให้หัวใจไม่ปั๊มเลือดแรงหรือเร็วเกินไป
การปรับพฤติกรรม
ลดเค็ม/โซเดียม : เพราะเกลือจะดึงน้ำไว้ในกระแสเลือด ทำให้ความดันพุ่ง
จัดการความเครียด : เพื่อไม่ให้หลอดเลือดหดเกร็งจากฮอร์โมนความเครียด
3. การรักษา "โรคไขมันในเลือดสูง"
เป้าหมาย คือ การลดปริมาณไขมันเลว (LDL) ไม่ให้ไปเกาะเป็นตะกรันตามผนังหลอดเลือด
การใช้ยา : ยากลุ่มสแตติน (Statins): เข้าไปยับยั้ง "ตับ" ไม่ให้ผลิตไขมันเลวออกมามากเกินไป (เพราะไขมันส่วนใหญ่ในเลือด ตับเป็นคนสร้าง ไม่ได้มาจากการกินร้อยเปอร์เซ็นต์)
ยาดูดซับไขมัน : ช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหารที่ลำไส้เล็ก
การปรับพฤติกรรม : เลิกไขมันทรานส์/น้ำตาล: เพื่อไม่ให้มีวัตถุดิบไปสร้างไขมันเลวเพิ่มในร่างกาย
เพิ่มการออกกำลังกาย : เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง "ไขมันดี (HDL)" มาช่วยเก็บกวาดไขมันเลวที่เกาะตามผนังหลอดเลือดไปทำลายที่ตับ
เคล็ดลับการใช้ชีวิตกับ ความดัน และ ไขมันสูง อยู่อย่างเข้าใจและยืดหยุ่น
ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ช่วยให้สามารถตรวจพบความเสื่อมได้ทั้ง 3 อวัยวะตั้งแต่ระดับ "ก่อนเกิดอาการ" เพื่อให้รู้ถึงปัญหาและป้องกันได้ทันท่วงที
1. การกิน : "เลือกอาหารแบบคนฉลาด"
งดสั่งตัวเองว่า "ห้ามกิน" ให้เปลี่ยนเป็นการ "เลือกสัดส่วน" แทน
กฎมื้ออร่อยแบบไม่ทำร้ายหลอดเลือด: หากมื้อเที่ยงกินหนักหรือเป็นของทอด มื้อเย็นให้เน้นเป็นเมนูน้ำๆ หรือผักต้มกับปลา เพื่อคืนสมดุลให้ร่างกาย
เลือกโปรตีนที่ "เป็นมิตร": เปลี่ยนจากเนื้อแดงติดมัน เป็นปลาหรืออกไก่บ้างในบางมื้อ ไขมันดีจากปลาช่วยลดไขมันเลวได้ด้วย
รสชาติที่เปลี่ยนไป: ค่อยๆ ลดการเติมน้ำปลาหรือซีอิ๊วลงทีละนิด ร่างกายจะปรับลิ้นให้ชินกับรสธรรมชาติภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งช่วยลดความดันได้มหาศาลโดยไม่ต้องอดอาหาร
2. การนอน: "ชาร์จแบตฯ ให้ระบบเลือด"
การนอนหลับที่มีคุณภาพคือการพักผ่อนของหัวใจและหลอดเลือดที่แท้จริง
เวลานอนที่สมดุล: พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง การนอนน้อยทำให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินไป ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงในตอนเช้า
ช่วงเวลาทอง (Golden Hour): หากเป็นไปได้ พยายามหลับลึกก่อนเวลาเที่ยงคืน เพื่อให้ฮอร์โมนช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดทำงานได้เต็มที่
งดหน้าจอ 30 นาทีก่อนนอน: แสงสีฟ้าทำให้สมองตื่นตัวและเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาลและความดันขณะหลับ
3. การออกกำลังกาย : "เน้นสม่ำเสมอ ไม่เน้นหักโหม"
อย่ากดดันตัวเองว่าต้องไปฟิตเนสทุกวัน ให้ใช้การ "ขยับตัวในชีวิตประจำวัน" แทน
เดินวันละนิด: การเดินเร็วหลังอาหาร 15-20 นาที ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลและไขมันไปใช้ได้ทันที และช่วยลดความดันได้ดีกว่าการวิ่งหนักๆ เพียงอาทิตย์ละครั้ง
ทำในสิ่งที่ชอบ: ปั่นจักรยาน ทำสวน หรือเต้นตามคลิปที่บ้าน ขอแค่ให้ใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยวันละ 30 นาที ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลอดเท่อยืดหยุ่นขึ้น
4. สุขภาพใจ : "วัดผลด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความกังวล"
หลายคนเครียดเพราะ "ตัวเลข" จนความดันพุ่งสูงกว่าเดิม
อย่าเป็นทาสของเครื่องวัด: หากวัดความดันแล้วสูงผิดปกติ อย่าเพิ่งตกใจ ให้ลองนั่งพักเงียบๆ หายใจลึกๆ 5 นาทีแล้ววัดใหม่ ความดันเปลี่ยนตามอารมณ์และกิจกรรมได้ตลอดเวลา
ชื่นชมชัยชนะเล็กๆ: เช่น "วันนี้กินผักเพิ่มขึ้น" หรือ "วันนี้เดินได้มากกว่าเมื่อวาน" ความรู้สึกดีกับตัวเองจะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการของโรค NCDs
โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกอาการ โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มโรค NCDs เพราะไม่ใช่เพียงการกินยาตามสั่ง แต่คือการรักษา "คุณภาพชีวิต" การอยู่กับความดันและไขมันอย่างมีความสุข คือการหา "จุดสมดุล" ระหว่างวินัยทางการแพทย์กับความสุขส่วนตัว โดยยึดหลักการเลือกอาหารที่ลดเค็ม/มันลงบ้าง นอนหลับให้เพียงพอเพื่อพักผ่อนหัวใจ และขยับร่างกายแบบที่ชอบสม่ำเสมอ หากทำได้ตามนี้ คุณจะพบว่าตัวเลขสุขภาพดีขึ้น