เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบส่องกล้อง กับศัลย์แพทย์เฉพาะทาง
โรคไส้เลื่อน คือ ภาวะที่อวัยวะภายใน (มักเป็นลำไส้) หลุดลอดผ่านรูหรือผนังกล้ามเนื้อหน้าท้องที่อ่อนแอออกมาเป็นก้อนตุง สังเกตได้ชัดเมื่อไอ จาม หรือยกของหนัก แม้หลายคนจะคิดว่าเป็นเฉพาะผู้ชาย แต่จริงๆ แล้ว "ผู้หญิงก็เป็นไส้เลื่อนได้" การรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือนวัตกรรมผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (MIS)
ผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิดหน้าท้อง กับ การผ่าตัดไส้เลื่อนแบบส่องกล้อง ต่างกันอย่างไร ?

เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการกินยา ในกรณีที่ไม่สามารถดันไส้เลื่อนให้กลับเข้าสู่ที่เดิมได้ เมื่อไส้เลื่อนที่ไหลออกมาเกิดขึ้นเป็นก้อนนูนก็จะมีโอกาสขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอันตรายกลายเป็นโรคลำไส้อุดตัน หรือลำไส้เน่าเพราะขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยที่มีอาการไส้เลื่อนจึงควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ ว่าจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดโดยทันทีหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดก็สามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องและการผ่าตัดแบบส่องกล้อง
การผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะเป็นการผ่าตัดซ่อมแซมไส้เลื่อน หรือทำร่วมกับการเสริมความแข็งแรงทางผนังหน้าท้องด้วยการเย็บซ่อม หรือใช้ตาข่ายเสริมความแข็งแรง โดยแพทย์จะเปิดแผลที่หน้าท้อง 2-5 cm. เพื่อทำการรักษา การผ่าตัดมีข้อดีคือแพทย์จะให้ยาชาที่ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถดมยาสลบหรือบล็อคหลังได้
การผ่าตัดส่องกล้องไส้เลื่อนทำได้ 2 วิธี คือ การผ่าตัดผ่านชั้นเหนือเยื่อบุช่องท้อง และการผ่าตัดเข้าช่องท้อง โดยผู้ป่วยจะมีแผลเล็กๆ ขนาดประมาณ 1.5 ซม. 1 แผล และ 0.5 ซม. 2 แผล แพทย์จะดึงถุงไส้เลื่อนกลับเข้ามาในช่องท้อง วางแผ่นตาข่ายปิด โดยยึดไว้ด้วยหมุดโลหะ
การผ่าตัดแบบนี้จะรบกวนเนื้อเยื่อน้อยกว่า ลดโอกาสการเกิดพังผืดในช่องท้อง มีการปวดแผลหลังผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนน้อย ลดอัตราการเป็นซ้ำ และสามารถซ่อมไส้เลื่อนขาหนีบได้ทุกชนิดในข้างเดียวกันในการผ่าตัดเพียงครั้งหนึ่ง พักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ในบางคนสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังฟื้นตัว และภายใน 1 สัปดาห์ก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากไม่มีอาการเจ็บแผลอีกภายใน 2-4 สัปดาห์ ก็ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้
ไส้เลื่อนเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเกิดได้หลายส่วนของร่างกาย
คนทั่วไปมักขึ้นว่าไส้เลื่อนจะเกิดเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น จะเป็นที่ขาหนีบหรือถุงอัณฑะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไส้เลื่อนสามารถเกิดขึ้นได้หลายบริเวณของร่างกายเรา และเกิดได้กับทั้งเพศชายและเพศหญิง เช่น
ไส้เลื่อนที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก รวมถึงผ่าตัดหรือผ่าคลอด เนื่องจากการตั้งครรภ์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องอ่อนแรงจนเกิดไส้เลื่อนขึ้นมาได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไส้เลื่อน "ถามหา" มีอะไรบ้าง?
ยกของหนัก : นักยกน้ำหนักหรือคนที่ทำงานแบกหามเป็นประจำ
ไอเรื้อรัง : ผู้ที่สูบบุหรี่จัดจนไอโขลกหญ้าบ่อยๆ แรงดันจากการไอจะดันลำไส้ออกมา
เบ่งหนักขับถ่าย : ท้องผูกเรื้อรังต้องเบ่งอุจจาระ หรือต่อมลูกหมากโตที่ทำให้ต้องเบ่งปัสสาวะ
อาการเตือนที่บอกว่าคุณอาจเป็น “ไส้เลื่อน”

ไส้เลื่อนอาจเกิดกับผู้ที่มีผนังช่องท้องอ่อนแอ โดยอาจเกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่กิจวัตรประจำวันทำให้เกิดแรงดันภายในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้นก็จะดันลำไส้ให้เคลื่อนออกมา แต่ในบางครั้งลำไส้ก็สามารถเคลื่อนกลับเข้าไปในช่องท้องเองได้
ภาวะที่ลำไส้ได้เคลื่อนที่ออกจากช่องท้องมาสู่ภายนอก จะทำให้คนไข้รู้สึกปวดหน่วงๆ หรือเจ็บบริเวณที่ไส้เลื่อนโป่งออกมา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน หากลองคลำดูอาจพบก้อนปูดที่สามารถผลุบเข้าออกได้บริเวณผนังหน้าท้องหรือตรงขาหนีบ โดยก้อนปูดจะชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาเบ่งท้อง วิ่ง เกร็ง หรือขณะยกของหนักๆ หากก้อนปูดนั้นยื่นออกมาแล้วหุบกลับเข้าไปเองไม่ได้ จะทำให้มีอาการปวดตรงบริเวณก้อนดังกล่าว บางรายอาจมีอาการผิดปกติอื่นร่วม เช่น เจ็บหน้าอก แน่นท้อง หรือแสบร้อนกลางอกคล้ายภาวะกรดไหลย้อน
หากเป็นแล้วทำให้ที่อุจจาระไม่สามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ไปได้ อาจเสี่ยงต่อภาวะลำไส้อุดตัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมวนๆ คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด ผายลมไม่ออก และหากลำไส้ที่เคลื่อนออกมาขาดเลือดไปเลี้ยงก็จะทำให้ลำไส้ตายและเน่า ผู้ป่วยก็จะปวดท้องรุนแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้ บางรายอาจมีความดันโลหิตต่ำ ซึ่งควรได้รับการรักษาหรือผ่าตัดโดยเร็วที่สุด
การป้องกันไส้เลื่อน
ไส้เลื่อนที่ไม่ใช่ความผิดปกติแต่กำเนิด อาจสามารถป้องกันได้ดังนี้
แพ็กเกจการส่องกล้องผ่าตัดไส้เลื่อน
โรงพยาบาลธนบุรีทวีวัฒนา มอบความมั่นใจและทางเลือกในการดูแลสุขภาพด้วยแพ็กเกจเหมาจ่าย เพื่อการวินิจฉัยที่ตรงจุดและคุ้มค่า
